IP Address ของท่าน : 54.145.183.190

การลงทัณฑ์


 

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการลงทัณฑ์ทหารขาดหนีราชการ พ.ศ.๒๕๒๘

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทัณฑ์ทหารขาดหนีราชการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงออกข้อบังคับนี้ไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการลงทัณฑ์ทหารขาดหนีราชการ พ.ศ.๒๕๒๘


ข้อ ๒. ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ข้อ ๓. ให้ยกเลิก ๓.๑ ข้อบังคับทหารที่ ๕/๙๑๐๓/๒๔๗๕ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ว่าด้วยระเบียบการ ลงอาชญาทหารขาดหนีราชการ

๓.๒ คำสั่งทหารที่ ๒๑๙/๑๓๙๑๘ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๙ เรื่อง แก้ข้อบังคับทหารฯ
๓.๓ คำสั่งทหารที่ ๔๖/๒๔๗๔ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๘ เรื่อง แก้ข้อบังคับทหารฯ
๓.๔ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยระเบียบการลงอาชญาทหาร ขาดหนีราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๐๒

บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน


ข้อ ๔. ในข้อบังคับนี้

๔.๑ "ทหาร" หมายความว่า ทหารกองประจำการตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร
๔.๒ "ทัณฑ์" หมายความว่า ทัณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
๔.๓ "ในเวลาไม่ปกติ" หมายความว่า ในเวลาที่มี การรบ สถานะสงครามหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
๔.๔ "ในเวลาปกติ" หมายความว่า เวลาอื่นที่มิได้มี การรบ สถานะสงคราม หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
๔.๕ "ขาดราชการ" หมายความว่า ขาดจากหน้าที่ราชการดังต่อไปนี้
๔.๕.๑ ขาดไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ต่อหน้าราชศัตรู หรือ
๔.๕.๒ ขาดไม่ถึง ๓ วัน ในเวลาไม่ปกติ หรือ
๔.๕.๓ ขาดโดยมิได้รับอนุญาต หรือเมื่อพ้นกำหนดอนุญาตลาในเวลาปกติยังไม่ถึง ๑๕ วัน
๔.๖ "หนีราชการ" หมายความว่า ขาดจากหน้าที่ราชการดังต่อไปนี้
๔.๖.๑ ขาด ๒๔ ชั่วโมง ต่อหน้าราชศัตรู หรือ
๔.๖.๒ ขาด ๓ วัน ในเวลาไม่ปกติ หรือ
๔.๖.๓ ขาดโดยมิได้รับอนุญาต หรือเมื่อพ้นกำหนดอนุญาตลาในเวลาปกติ ๑๕ วัน หรือ
๔.๖.๔ ขาดโดยเจตนาจะหลีกเลี่ยงจากราชการตามคำสั่งให้เคลื่อนกำลังทหารทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ไปจากที่ตั้ง หรือคำสั่งเรียกระดมพล


ข้อ ๕. การลงทัณฑ์ตามข้อบังคับนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงทัณฑ์ได้ แต่ละครั้งที่ขาดราชการ หรือหนีราชการตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ แต่ต้องไม่เกินอัตรากำหนดทัณฑ์สูงสุดตามกฎหมายว่า ด้วยวินัยทหาร


ข้อ ๖. การนับครั้งขาดราชการ หรือหนีราชการ และการคำนวณวันลงทัณฑ์ ให้ถือเกณฑ์ดังนี้

๖.๑ ถ้าหนีราชการให้นับครั้งเฉพาะในการหนีราชการ
๖.๒ ถ้าขาดราชการให้นับครั้งหนีราชการรวมกับครั้งที่ขาดราชการด้วย
๖.๓ การขาดราชการไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ในเวลาปกติ ไม่ให้นับเป็นครั้ง และไม่ต้องลงทัณฑ์ตามข้อบังคับนี้
๖.๔ การคำนวณวันลงทัณฑ์ ถ้ามีเศษของวันให้ตัดออก


ข้อ ๗. ทหารซึ่งขาดราชการหรือหนีราชการในเวลาปกติ ให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติดังต่อไปนี้

๗.๑ ขาดราชการแล้วกลับเอง
ครั้งที่ ๑ ทำทัณฑกรรมไม่เกิน ๓ วัน
ครั้งที่ ๒ ขัง กึ่งจำนวนวันที่ขาดราชการ
ครั้งที่ ๓ และครั้งต่อๆ ไป ขังเท่าจำนวนวันที่ขาดราชการ
๗.๒ หนีราชการแล้วกลับเอง ครั้งที่ ๑ จำขัง ๑ ใน ๔ ของจำนวนวันที่หนีราชการ
ครั้งที่ ๒ จำขัง กึ่งจำนวนวันที่หนีราชการ
ครั้งที่ ๓ และครั้งต่อๆ ไป จำขังเท่าจำนวนวันที่หนีราชการ
๗.๓ ขาดราชการหรือหนีราชการแล้วถูกจับตัวส่ง ถ้าต้องมีผู้ติดตามจับตัวส่ง หรือเจ้าพนักงานจับตัวส่ง ให้ลงทัณฑ์สองเท่าของอัตราที่กำหนดไว้ใน ๗.๑ หรือ ๗.๒ แล้วแต่กรณี


ข้อ ๘. ทหารซึ่งขาดราชการในเวลาไม่ปกติ ให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติดังต่อไปนี้

๘.๑ ครั้งที่ ๑ ขังเท่าจำนวนวันที่ขาด
๘.๒ ครั้งที่ ๒ ขังสองเท่าของจำนวนวันที่ขาด
๘.๓ ครั้งที่ ๓ และครั้งต่อๆ ไป ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงทัณฑ์ขัง ตามสมควรแก่ความผิด แต่ทัณฑ์ที่จะลงต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน ๘.๒


ข้อ ๙. ทหารซึ่งหนีราชการในเวลาไม่ปกติ ให้ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติดังต่อไปนี้

๙.๑ ครั้งที่ ๑ ไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้ากลับเองให้ลงทัณฑ์จำขัง เท่าจำนวนวันที่หนีถ้าถูกจับตัว ส่งให้ลงทัณฑ์จำขังสองเท่าของจำนวนวันที่หนี
๙.๒ ครั้งที่ ๑ เกินกว่า ๓๐ วัน หรือครั้งที่ ๒ ให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวผู้นั้นไปฟ้องศาล เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควรได้รับความปรานีเป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งลงทัณฑ์ตามสมควรแก่ความผิด แต่ทัณฑ์ที่จะลงต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน ๙.๑
๙.๓ ครั้งที่ ๓ และครั้งต่อๆ ไป หรือหนีราชการโดยเจตนา จะหลีกเลี่ยงจากราชการตามคำสั่งให้เคลื่อนกำลังทหาร ทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ไปจากที่ตั้งก็ดีให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวผู้นั้นไปฟ้องศาล


ข้อ ๑๐. ทหารซึ่งหนีราชการในกรณีต่อไปนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวไปฟ้องศาล

๑๐.๑ เมื่อคำนวณวันลงทัณฑ์จะต้องรับทัณฑ์จำขังเกินกว่า ๖ เดือน หรือ
๑๐.๒ หนีราชการไปแล้วมีข้อหาว่าได้กระทำความผิดในทาอาญาอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย


ข้อ ๑๑. ทหารซึ่งหนีราชการจนคดีขาดอายุความสำหรับความผิด ฐานหนีราชการแล้ว ให้ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ ๒ หรือพ้นราชการทหารประเภทที่ ๒ แล้วแต่กรณี ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร โดยไม่ต้องสั่งลงทัณฑ์ ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับสำหรับผู้ซึ่งหนีราชการจนคดีขาดอายุความ สำหรับความผิดฐานหนีราชการแล้ว แต่ผู้บังคับชายังมิได้ดำเนินการลงทัณฑ์ หรือลงทัณฑ์ แล้วแต่ผู้กระทำความผิดยังรับทัณฑ์ไม่ครบกำหนดด้วย


ข้อ ๑๒. ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุน ซึ่งเข้ารับราชการในการระดมพลถ้าขาดราชการ หรือหนีราชการ ให้ลงทัณฑ์ตามข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ และข้อ ๙ โดยอนุโลม

หากเข้ารับราชการในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบเพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม ถ้าขาดราชการ หรือหนีราชการ ให้ลงทัณฑ์เช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง แต่ไม่เกินกว่า ๓ เดือน แต่ถ้าหลีกเลี่ยง หรือขัดขืน ไม่เข้ารับราชการทหารในการระดมพล หรือในการเรียกระดมพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร เพื่อทดลองความพรั่งพร้อม อันเป็นความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ซึ่งต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ผู้บังคับบัญชาจะลงทัณฑ์ตามข้อบังคับนี้มิได้

ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๘

(ลงชื่อ) พลเอก ป. ติณสูลานนท์
(เปรม ติณสูลานนท์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


หน้าที่ของทหารตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๗๗ มีดังนี้ “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ”


พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการ กห. พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๐ กระทรวงกลาโหม มีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้

(๑) สำนักงานรัฐมนตรี
(๒) สำนักงานปลัดกระทรวง
(๓) กรมราชองครักษ์
(๔) กองทัพไทย

มาตรา ๑๕ กองทัพไทย มีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพไทย การป้องกันราชอาณาจักร  และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็น
ผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

มาตรา ๓๔ วรรค ๑ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อการรบ หรือการสงคราม การปราบปรามการกบฏ
ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม มีอำนาจกำหนดหน่วยงาน แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทางทหาร และกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ทางทหารได้ตามความเหมาะสมแก่การปฏิบัติภารกิจ
เมื่อการรบ หรือการสงคราม หรือการปราบปรามการกบฏสิ้นสุดลง หรือมีการยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม พิจารณาสั่งยกเลิกหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ทางทหารที่ได้กำหนด หรือแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง