powered by social2s

อาคารศาลาว่าการกลาโหม ที่ตั้งตระหง่านทอดยาวอยู่เคียงข้างพระบรมมหาราชวัง และเป็นอาคารโบราณที่ก่ออิฐถือปูนอยู่เคียงคู่กรุงรัตนโกสินทร์เป็นเวลาถึง 130 ปี (ในปีพุทธศักราช 2557) หากพิจารณาจากรูปแบบ

ในเชิงสถาปัตยกรรมแล้วจะพบว่าอาคารศาลาว่าการกลาโหม เป็นอาคารที่มีลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค (Classicism) ในรูปแบบของสถาปนิกแอนเดรีย พาลลาดิโอ ที่เรียกว่า ศิลปะแบบพัลลาเดียน (Palladianism) ซึ่งมีความชัดเจนมากคือ มีลักษณะผังรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบสนามไว้ภายใน ทั้งนี้ เพราะทำให้อาคารสามารถรับแสงสว่างได้ดี โดยลักษณะทางกายภาพของอาคารจะเห็นได้ว่าเป็นอาคารขนาดสูง 3 ชั้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบยาว 4 หลังต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ล้อมรอบสนามขนาดใหญ่ที่มีอยู่ภายใน โดยสีของอาคารเป็นสีไข่ไก่ขั้นด้วยขอบเสาที่มีสีขาว ทั้งนี้ ขนาดของอาคารจากการบันทึกทราบว่าเป็นอาคารที่มีความยาว 5 เส้น และกว้าง 3 เส้น 10 วา โดยจุดเด่นทางสถาปัตยกรรมของอาคารศาลาว่าการกลาโหมนี้อยู่ที่มุขกลาง ที่มีลักษณะเป็นอาคารผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคาจั่วแบบวิหารกรีก โดยเฉพาะหน้าจั่วนี้มีบัวปูนปั้นยื่นออกมาเป็นไขรา (ส่วนของหลังคาที่ยื่นจากฝาหรือจั่วออกไป) ที่รับด้วยเต้าสั้นๆ แบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค ซึ่งบริเวณใต้จั่วจัดทำเป็นโครงสร้างคานโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่อง 5 ช่วง และชั้นล่างเป็นเสาลอยตัวหน้าตัดกลมขนาดใหญ่สูง 2 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานเสาสูง 6 ต้น ในระบบดอริค (Doric) ก่อขึ้นมารับมุขโครงสร้างคานโค้งของชั้นที่สามที่ยื่นมาจากแนวตึก

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษของอาคารศาลาว่าการกลาโหมและถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อันเป็นมงคลของมวลหมู่ทหารทุกเหล่าทุกนายที่อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม คือตราสัญลักษณ์พระราชทานขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่กระทรวงกลาโหม โดยให้ประดิษฐาน ณ หน้าบันของมุขกลางอาคารโรงทหารหน้า หรืออาคารศาลาว่าการกลาโหม มีลักษณะเป็นรูปจุลมงกุฎบนหมอนแพรภายใต้รัศมีเปล่งรองรับด้วยช้างสามเศียรยืนบนแท่นสอดในจักร ขนาบด้วยคชสีห์และราชสีห์เชิญพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรด้านขวาและด้านซ้าย เหนือชายแพรทาสีม่วงคราม มีอักษรบาลีว่า วิเชตฺวา พลตาภูปํ รฏฺเฐสาเธตุ วุฑฺฒิโย ประดับด้วยช่อดอกไม้ โดยมีรายละเอียดและความหมาย ดังนี้

1) ตราจุลมงกุฎบนหมอนแพรปิดทองหมายถึง ศิราภรณ์ประดับพระเกศา หรือพระเศียรของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ และเป็นพิจิตรเลขาประจำรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้เพราะพระนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น คือจุฬาลงกรณ์ ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับศีรษะหรือ จุลมงกุฎ (พระเกี้ยว) ซึ่งต่อมาได้อัญเชิญตราจุลมงกุฎปิดทองอยู่บนหมอนแพรสีชมพูขึ้นเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ทั้งนี้จากการสืบค้นข้อมูลทราบว่า พระราชลัญจกรประจำพระองค์ มีลักษณะเป็นจุลมงกุฎภายใต้รัศมีเปล่งสีทองประดิษฐานบนหมอนแพรสีชมพู (ซึ่งเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพ)

2) รัศมีเปล่งเหนือจุลมงกุฎ หมายถึงพระบรมเดชานุภาพที่แผ่ไกลไปทั่วทุกทิศในคติการปกครองแบบราชาธิปไตย

3) ช้างสามเศียรยืนแท่นในกรอบ หมายถึง ตราสัญลักษณ์ของสยามประเทศ

4) จักร หมายถึง ราชวงศ์จักรี ทั้งนี้มีการบันทึกและมีการทำสัญลักษณ์ไว้บนผืนธง ดังนี้ซึ่งมีการกล่าวกันมากในเรื่องของจักรว่าจักรจะต้องเวียนตามเข็มนาฬิกา หรือเวียนทวนเข็มนาฬิกา ที่ถูกต้องแล้ว มีการถือคติว่าเป็นจักรของราชวงศ์จักรีเป็นจักรของพระนารายณ์ที่ต้องเวียนในลักษณะทักขิณาวัฏ คือตามเข็มนาฬิกาโดยให้คมจักรเป็นตัวนำทิศทาง

5) คชสีห์ เชิญพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรหมายถึง กลาโหมซึ่งเป็นใหญ่ฝ่ายทหาร

6) ราชสีห์ เชิญพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรหมายถึง มหาดไทยซึ่งเป็นใหญ่ฝ่ายพลเรือน

7) พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) หมายถึง ฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระราชพิธีบรมราชภิเษกตามโบราณราชประเพณี

8) ชายแพรทาสีม่วงคราม หมายถึง สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ซึ่งมีนัยว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำรุงถึงสกุลวงศ์ ผู้มีบำเหน็จความชอบในบ้านเมืองให้สามัคคีช่วยกันในบ้านเมือง

9) ช่อดอกไม้ หมายถึง ความรุ่งเรืองงอกงามซึ่งสัญลักษณ์นี้ปรากฏในสายสร้อยปฐมจุลจอมเกล้า ห้อยดวงตราจุลจอมเกล้า ซึ่งแตกต่างกันตรงที่สายสร้อยไม่ประดับจักรจึงสันนิษฐานไว้ว่า ตราสัญลักษณ์นี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อหน่วยทหารในฐานะเป็นหน่วยงานที่พิทักษ์รักษาราชวงศ์จักรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญและถือเป็นมิ่งมงคลของกระทรวงกลาโหม คือ คาถาประจำกระทรวงกลาโหมที่มีความในภาษาบาลีว่า เชตฺวา พลตา ภูปํ รฏฺเฐ สาเธตุ วุฑฺฒิโย อ่านว่า วิเชตตะวา พะละตาภูปัง รัฏฺเฐ สาเธตุ วุฑฒิโย มีความหมายว่า ขอให้พระมหากษัตริย์เจ้า พร้อมด้วยปวงทหารจงมีชัยชนะ ยังความเจริญให้สำเร็จในแผ่นดิน ซึ่งเป็นคาถาที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคัดเลือกจากคาถา 1 ในจำนวน 4 บท ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ทรงผูกถวายให้เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี: เจิม แสง-ชูโต) นำขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงเลือกไว้เป็นคาถา ถือว่าเป็นคาถาที่เป็นมิ่งมงคลแก่หน่วยทหารและเป็นมงคลแห่งแผ่นดิน

ซึ่งในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำสัญลักษณ์ประจำกระทรวงกลาโหมนี้ มาประดับบนกระเป๋าคันชีพประกอบเครื่องแบบเต็มยศประจำหน่วยทหารรักษาพระองค์หลายหน่วย และให้ประดับไว้บนแหนบคันชีพสำหรับพระราชทานให้แก่ทหารหาญและผู้ทำประโยชน์แก่หน่วยทหารรักษาพระองค์ที่สำคัญหน่วยหนึ่งคือ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ และล่าสุดกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานสัญลักษณ์นี้ทำเป็นเข็มสำหรับประดับเครื่องแบบทหารสำหรับทหารหน่วยกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ อีกด้วย จึงกล่าวได้ว่า สัญลักษณ์และคาถาประจำกระทรวงกลาโหม เป็นสิ่งสำคัญที่มีความสำคัญต่อทหารหาญทุกคนเพราะเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับพระราชทานจากองค์จอมทัพไทย ทั้งยังมีความหมายและเนื้อหาที่บ่งบอกให้ทหารทุกคนทราบถึงภาระหน้าที่อันสำคัญในการถวายงานแด่องค์พระมหากษัตริย์ ในการยังความเจริญให้แก่แผ่นดินและประสบชัยชนะในการกระทำทุกสรรพกิจ โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจมากที่สุขของทหารทุกคนคือได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาทและสนองงานขององค์จอมทัพไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถในทุกภารกิจ สมกับที่ได้รับอาณัติจากพี่น้องประชาชนว่าเป็น “ทหารของพระราชา” ตลอดกาล

ที่มา :: http://lakmuangonline.com/?p=2696